ลูกเล่นในการแต่งกายเป็นเครื่องมือที่ใช้แสดงความเป็นปัจเจกของตนเองออกมาผ่านทางเสื้อผ้า โดยการประยุกต์ใช้ลูกเล่นต่างๆ นั้น สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึง คือ ความเหมาะเหมาะสมตามกาลเทศะ จะเป็นการดีหากคุณทราบถึงการแต่งกายที่เป็นที่ยอมรับกัน (Conservative) ก่อน จากนั้นจึงทำการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับทั้งความชอบส่วนบุคคล และเหมาะสมกับสถานการณ์ The Preppist มีลูกเล่นในการแต่งกายมาเสนอกันทั้งหมด 4 แบบ เรียงตามความเป็นทางการ จากไม่เป็นทางการ คือ เหมาะกับการประยุกต์ใช้กับชุดไปรเวต ไปสู่เป็นทางการ คือ อาจใช้ในการทำงาน หรือในงานสำคัญๆ ได้ โดยการตัดสินความเป็นทางการของลูกเล่นต่างๆ นั้นดูจาก ความเป็นจุดสนใจ คือ ใส่แล้วคนสังเกตเห็นลูกเล่นนั้นๆ มากน้อยขนาดไหน
1. เล่นสี:
การเล่นสีโดยใส่สีสันที่ฉูดฉาดเป็นลูกเล่นที่เป็นทางการน้อยที่สุด เป็นการเปิดตัวอย่างอลังการและร้อนแรง ควรเก็บไว้ใช้เฉพาะกับงานรื่นเริงที่ไม่เป็นทางการเท่านั้น
2. เล่นทรง:
การเล่นทรงเป็นลูกเล่นที่ไม่เป็นทางการมากที่สุดเป็นอันดับสอง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะเล่นทรงอย่างไรด้วย เช่น ขากางเกงสั้นแบบหนีน้ำเหมือนของ Thom Browne ย่อมเป็นจุดสนใจของผู้คน มากกว่าสูทแบบสลิมฟิต นอกจากนี้การเล่นทรงยังขึ้นอยู่กับสมัยนิยมอีกด้วย เช่น ในยุค 60s นิยมเนคไทและปกสูทแบบผอมบาง (Skinny) ชุดแบบดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในยุคนั้น แต่หากใส่ในการทำธุรกิจ (Corporate Setting) อาจทำให้เป็นจุดสนใจได้
3. เล่นลาย:
การเล่นลายอาจเป็นลูกเล่นที่ใช้ในโอกาสเป็นทางการปานกลางได้ หากองค์ประกอบอื่นๆ ของเสื้อผ้าเป็นแบบอนุรักษ์นิยม เช่น ลายที่ไม่จัดจ้านเกิน (เสื้อเชิ้ตลายทาง, เนคไทลาย Paisley) สีที่ไม่จัดจ้าน (สีขาว/ฟ้า สำหรับเสื้อเชิ้ต) เป็นต้น
4. เล่นเนื้อผ้า:
การเล่นเนื้อผ้าเป็นลูกเล่นที่แยบยลที่สุด สามารถแสดงความเป็นปัจเจกได้ไม่ดึงดูดสายตาเกินความจำเป็น ตัวอย่างของการเล่นเนื้อผ้า เช่น เนื้อผ้าของเสื้อเชิ้ต (Oxford, Twill, Poplin, Linen, …) เนื้อผ้าของสูท (Sharkskin, Herringbone, Twill, …) เนื้อผ้าของเนคไท (Grenadine, Satin, Raw silk, Wool, …)
กฎการแต่งตัวไปสัมภาษณ์งานมีอยู่ง่ายๆ เพียงข้อเดียวเท่านั้น แต่ก่อนที่เราจะไปพูดถึงการแต่งตัวกัน ผมอยากจะท้าวความถึงวิธีการคัดคนเข้ามาทำงานกันก่อน คือ องค์กรต่างๆ เค้าจะใช้วิธีตัดตัวเลือก ไม่ได้เลือกตัวเลือกที่ดีที่สุด หมายความว่า จะเลือกผู้สมัครที่ดูปลอดภัย ไม่น่าก่อเรื่อง มากกว่าผู้สมัครที่ดูเก่งกาจเหนือคนอื่น เรื่องนี้เป็นจริงทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศเนื่องจากผู้สกรีนคนนั้นมักจะเป็นฝ่าย HR (ทรัพยากรบุคคล) แทนที่จะเป็นฝ่ายที่คุณจะเข้าไปทำงานด้วย ถ้าคนที่ HR รับเข้ามามีปัญหา HR ก็จะถูกตำหนิได้ ส่วนถ้าคนนั้นเกิดเป็น Star Performer ขึ้นมา HR ก็ไม่ได้ได้เครดิตซักเท่าไหร่ จะเห็นได้ว่า HR มีแรงจูงใจให้เลือกผู้สมัครที่ Safe ที่สุดเข้ามาทำงาน และจะตัดผู้สมัครที่ดูมีท่าทีว่าอาจทำตัวไม่เหมือนคนในบริษัทออกก่อน (เพราะดูไม่ปลอดภัย) เพราะฉะนั้นการแต่งกายเพื่อการสัมภาษณ์งานนั้นจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อไม่ให้คุณถูกตัดรายชื่อออกไป
กฎการแต่งตัวเพื่อสัมภาษณ์งาน “Look the Part”
การแต่งกายไปสัมภาษณ์งานควรแต่งให้เหมือนคนในบริษัทที่คุณจะไปสมัคร ซึ่งคุณควรจะหาข้อมูลก่อนไปสัมภาษณ์ว่าองค์กรที่คุณอยากเข้าไปทำงานนั้นมีวัฒนธรรมการแต่งกายเป็นอย่างไร ใส่สูทไปทำงาน หรือแต่งกายแบบ Casual กันในออฟฟิส สำหรับงานในสาขาธุรกิจนั้น การใส่สูทผูกไทไปสัมภาษณ์เป็นเรื่องปกติถึงแม้ในองค์กรนั้นจะแต่งกายแบบ Casual ไปทำงานก็ตาม ส่วนสาขาอื่นๆ เช่น ด้าน IT หรือวิศวกรรมผมไม่ค่อยจะเชี่ยวชาญเท่าไหร่ คงต้องไปหาข้อมูลกัน
ที่บอกว่า Look the Part นั้น ไม่ใช่แค่ความ Formal และ Casual ของการแต่งกายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสไตล์อีกด้วย เช่น สูทที่เขาใส่กันเป็นแบบไหน คัทติ้งเป็นอย่างไร สีอะไรที่ถือว่าเป็นที่ยอมรับในอาชีพนั้นๆ (ส่วนใหญ่คือ สีกรมท่า และสีเทาเข้ม) ลายแบบไหน (ส่วนใหญ่ คือ ไม่มีลาย หรือลาย Pinstripe) เนคไทที่ใส่เส้นใหญ่หรือเล็ก เป็นลายแบบไหน เป็นต้น เรื่องเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องจุกจิก แต่มันอาจเป็นตัวตัดสินได้เลยทีเดียวหากมีผู้สมัครอีกจำนวนครึ่งร้อยกำลังแย่งตำแหน่งงานเพียงหนึ่งเดียวกับคุณ
มาวิน บาวเออร์ (Marvin Bower) ผู้ให้กำเนิด McKinsey & Co. และผลิต CEO บริษัท Fortune 500 มาแล้วนับต่อนับ เป็นผู้ที่เคร่งครัดกับการแต่งกายของพนักงานมาก บริษัทฯ เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำกับ CEO ของบริษัทขนาดใหญ่ในเรื่องที่สำคัญมากๆ มาร์วินมีกฎเหล็กว่าพนักงานของบริษัทฯ จะต้องแต่งตัวให้เหมือนกับลูกค้า ไม่ควรมีอะไรเด่นเป็นที่น่าสังเกตุ หรือเรียกร้องความสนใจ ถ้าเป็นสมัยนิยมว่าจะต้องใส่หมวก ก็จะต้องใส่หมวก หรือถ้าสมัยนิยมไม่ใส่หมวก ก็จะต้องไม่ใส่หมวก เหตุผลมีอยู่ว่า…
“ถ้าคุณมีไอเดียที่แปลกใหม่ คนเขาจะยอมรับไอเดียนั้นได้ง่ายขึ้น หากชุดที่คุณใส่นั้นไม่ได้แปลกใหม่ไปด้วย.”
Suit Select เป็นร้านสูทจากประเทศญี่ปุ่น มาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ Central World นี่เอง The Preppist จะพาไปรีวิวว่าที่ร้าน Suit Select นั้นมีดี หรือไม่ดีอย่างไร อะไรน่าซื้อและไม่น่าซื้อ
ร้านเสื้อผ้าทำงานสไตล์ญี่ปุ่น…
ร้าน Suit Select นั้นให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นมาก ๆ (มากกว่า Uniqlo และ Muji ซะอีก) เข้าไปแล้วนึกถึง Salary Man ในโตเกียวทันที ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดยเฟอร์นิเจอร์และพื้นซึ่งทำจากไม้และเหล็ก แม้แต่ลายของฝาผนังยังบ่งบอกถึงความเป็นญี่ปุ่น ด้วยลาย pattern แบบง่าย ๆ ดูไปก็คล้ายกับกระดาษที่มีลายละเอียดอ่อนและประณีต
ผมได้ลองเข้าไปลองสูท และสอบถามกับพนักงาน พบว่าพนักงานค่อนข้างมีความรู้เรื่องสูทมากกว่าที่ร้านอื่น ๆ โดยจะแนะนำสไตล์แบบญี่ปุ่นซึ่งแตกต่างจากการใส่สูทของชาวตะวันตกอยู่พอสมควร เช่น เสื้อ jacket นั้นจะสั้นกว่าของตะวันตก การใช้สีสันและแพทเทิร์นต่าง ๆ จะเน้นไปในโทนสีเทา และไม่มีการใช้สีสันที่สดใสมากนัก สีน้ำเงินก็จะเป็นน้ำเงินเทาๆ ต่างจากชาวอิตาเลียนที่ชอบใช้สีน้ำเงินที่สดใสกว่านั้น
สูทคุณภาพที่ทำมาเพื่อชาวเอเชีย…
ชาวญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องความละเอียดอ่อนและความใส่ใจในรายละเอียด สูทของร้าน Suit Select มีการเก็บรายละเอียดของสูทคุณภาพค่อนข้างครบ ไม่ว่าจะเป็นรังดุมจริงบริเวณแขนของเสื้อแจ็กเก็ต การเย็บแบบ pick stitching ที่บริเวณปกของสูทเพื่อเพิ่มความสวยงาม ส่วนโครงสร้างของสูทนั้นถือว่าเกินตัวมาก ๆ เพราะไม่มีการใช้กาวติดผ้าเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเทคนิคการทำสูทของบริษัทญี่ปุ่น เช่นเดียวกับแบรนด์อย่าง Uniqlo และ Muji ให้ออกมาใกล้เคียงกับ Suit Bespoke มากที่สุด ซึ่งผมเองมองว่าทำได้ดีกว่าเทคนิคของแบรนด์เนมจากยุโรป เช่น Hugo Boss หรือ Paul Smith ด้วยซ้ำไปในแง่ของความทนทาน นอกจากนี้สูทของ Suit Select ยังใส่ซับในเพียงครึ่งตัว (คือไม่มีซับในบริเวณด้านหลังแจ็กเก็ต) ซึ่งทำให้ใส่ได้เย็นสบายมากกว่าสูททั่วไปที่ใส่ซับในเต็มตัว
สิ่งหนึ่งที่ Suit Select ชนะแบรนด์ตะวันตกขาดลอยก็คือไซส์ที่มีหลายแบบให้เลือก และพอดีตัวกับคนไทยมาก ๆ มีเพียงไม่กี่ครั้งที่ผมสามารถใส่สูทแบบ Off The Rack แล้วออกมาเพอร์เฟ็กไม่ต้องทำการแก้ไขในส่วนใด ๆ เลย
แต่สิ่งที่ Suit Select ทำได้ไม่ดีนัก คือ คุณภาพของผ้าที่ยังสู้แบรนด์จากยุโรปไม่ได้ อย่าง Zara ทำสูทที่โครงสร้างสู้ Suit Select ไม่ได้ แต่ใช้ผ้าที่เบาและพลิ้วไหวมากกว่า แม้ Suit Select มีการเสริมไหล่ที่น้อยมากแต่ลักษณะการตัดเย็บมีการเน้นที่บริเวณไหล่ ทำให้ไหล่ของผู้ใส่ดูแข็งมากกว่าสูทสไตล์อังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องการเสริมไหล่ด้วยซ้ำไป ตรงนี้เองเป็นความชอบส่วนบุคคล แต่โดยส่วนตัวนั้นผมมองว่ามันให้ภาพที่ ‘แข็ง’ มากเกินไป ต่างจาก ไหล่แบบ Soft Shoulder ที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่าในสูทสไตล์อิตาเลี่ยน โดยหากเป็นสปอร์ท แจ็คเก็ต และเบลเซอร์ Suit Select ก็มีรุ่นที่เป็น Soft Shoulder เช่นกัน
Accessories ก็มีดีเป็นบางประเภท…
สำหรับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ร้าน Suit Select นั้นก็มีดีไม่ดีผสมกันไป สำหรับสินค้าที่น่าซื้อในแง่ของสไตล์ คุณภาพ และราคา คือ เนคไท โดยเฉพาะ Knitted Tie ที่หาซื้อได้ยากในประเทศไทย มีอยู่หลายสีเลยทีเดียว สินค้าที่น่าซื้อเป็นบางชิ้น คือ เสื้อเชิ้ต ควรเลือกเป็นเสื้อเชิ้ตคลาสสิก เพราะผมยังมองว่าแบรนด์ญี่ปุ่นยังมีลูกเล่นที่ไม่เฉียบนัก อาจจะใส่แล้วไม่เหมาะสมได้ สินค้าที่ไม่ควรซื้อ คือ รองเท้า เพราะคุณภาพของหนังและโครงสร้างยังไม่ดีนัก ไปซื้อรองเท้าแบบอังกฤษที่ www. pediwear.co.uk หรือจาก EBay จะคุ้มค่ามากกว่า
บทสรุป : สูทที่คุ้มค่าน่าซื้อ
ในราคา 6,900-12,000 บาท สูทของร้าน Suit Select ถือว่าคุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะถ้าคุณชอบสไตล์การแต่งตัวแบบญี่ปุ่น สูทของ Suit Select มีโครงสร้างที่ดี และขนาดที่พอดีตัวกับคนไทยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อสูทครับ
The Preppist มีสไตล์สบาย ๆ สำหรับวันหยุดสงกรานต์มาแนะนำกัน ไม่ว่าคุณจะไปเล่นน้ำ ไปพักผ่อนชิว ๆ ท่ามกลางหุบเขา หรือชายทะเลก็ตาม
หลีกเลี่ยงเสื้อลายดอก
ถึงแม้เทศกาลสงกรานต์จะเป็นโอกาสที่เหมาะสมสำหรับการใส่เสื้อลายดอกมากที่สุด และถึงแม้ว่าจะมีแม่ค้าใกล้ออฟฟิสวางแผงขายกันเป็นแถบ ๆ แต่จงต้านทานกระแสของเสื้อลายดอกเอาไว้ให้ได้
ถ้าใส่เสื้อเชิ้ตต้องเป็น ลินิน
แนะนำเสื้อเชิ้ตผ้าลินินครับ เพราะลินินนั้นทั้งถ่ายเทอากาศได้ดีและไม่ซึมซับน้ำเหมือนผ้าฝ้าย (สังเกตเวลาที่เราใส่เสื้อยืดผ้าฝ้ายไปเล่นกีฬา จะเห็นว่าเสื้ออมเหงื่อไว้เยอะมาก ตอนถอดแทบจะถอดไม่ได้ และรู้สึกได้ว่าเสื้อหนักขึ้น) นอกจากจะมีคุณสมบัติเหมาะกับวันพักผ่อนในประเทศอากาศร้อนชื้นแล้ว เสื้อเชิ้ตลินินยังให้บรรยากาศสบาย ๆ แต่คงความมีสไตล์ที่มากกว่าไว้หนึ่งขั้น
ตัวเลือกมาตรฐาน คือ เสื้อยืด (และเสื้อโปโล)
เสื้อโปโลจะให้อารมณ์คล้ายกับการใส่เสื้อยืด แต่จะดูเจ๋งกว่าอยู่นิดหน่อยเพราะมีปก แต่ข้อเสียของเสื้อทั้งสองแบบ คือ ความเป็นผ้าฝ้ายจะอุ้มน้ำ ทำให้ใส่ไม่สบาย และเสื้อหนักเปล่าๆ ครับ
กางเกงขาสั้นเรียบ ๆ
จงเลือกกางเกงที่เรียบ ๆ เพราะ ลายมากไม่ได้เท่ากับเท่มาก โดยอาจเล่นสีให้โดดเด่นได้ แต่ระวังอย่าให้สีตีกัน สำหรับกางเกงอาจเป็นลายดอกได้ (แต่ไม่ใช่ลายดอกแบบสงกรานต์ที่เราคุ้น ๆ กัน) แต่อย่าลืมเลือกให้เข้ากับเสื้อด้วยหล่ะ ถ้าเสื้อลายเยอะ แล้วกางเกงควรเป็นลายเรียบ เช่นเดียวกับในทางกลับกัน
รองเท้าทางเลือก
คงไม่ค่อยมีคนไม่ชอบรองเท้าแตะเท่าไหร่ แต่ผมเป็นหนึ่งในนั้น ผมว่ารองเท้าแตะใส่ไม่สบายเพราะเดินลำบาก Flip ไป Flop มา แล้วก็ไม่หุ้มส้น ถ้าไปเหยียบอะไรเข้าอาจไม่ดีได้ สำหรับรองเท้าทางเลือกก็จะมี Boat Shoes และ Espadrilles อย่างแรกโดนน้ำไม่เป็นไร อย่างที่สองแห้งเร็วครับ
ปกแบบ Point Collar
มีลักษณะเป็นรูปลูกศรชี้ลงด้านล่าง เหมาะกับคนที่มีรูปหน้าเป็นวงกลมเนื่องจากจะทำให้ใบหน้าดูเพรียวลง เป็นปกที่ชาวอเมริกันนิยมใส่กัน โดยเฉพาะในช่วงยุค 60s ซึ่งเข้ากับเนคไทเป็นแบบเส้นเล็ก ข้อเสียคือ เสื้อเชิ้ตคุณภาพต่ำส่วนใหญ่ในไทยจะเป็นปก Point Collar เช่นกัน ทำให้ผมเองมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับปกแบบนี้ซักเท่าไหร่ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าปก Point Collar ดูไม่สง่าผ่าเผยมากนัก โดยเฉพาะถ้าไม่ใส่เนคไท เพราะปกแบบนี้ส่วนใหญ่จะไม่ตั้งขึ้นมา แต่ก็ใช่ว่าจะใส่ให้ดูดีไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีใบหน้าเป็นรูปวงกลม
ปกแบบ Spread Collar
ความกว้างระหว่างปลายปกทั้ง 2 ข้างมีเพิ่มมากขึ้นจาก Point Collar ทำให้มีพื้นที่สำหรับเนคไท และดูสง่าผ่าเผยมาขึ้น ปก Spread Collar เป็นปกที่เป็นที่นิยมกันมากที่สุดในปัจจุบันโดยเฉพาะในยุโรป พื้นที่ระหว่างปกที่กำลังดีทำให้ใส่ได้ง่ายไม่ว่าจะมีใบหน้ารูปแบบใดก็ตาม
ปกแบบ Cut-Away Collar
ปก Cut-Away มีความกว้างมากที่สุด ให้ความรู้สึกหรูหราแบบผู้ดีอังกฤษ แต่ไม่เหมาะกับการใส่กับเนคไทสกินนี่ และอาจทำให้ใบหน้าดูอ้วนมากขึ้นได้ เป็นปกเสื้อที่ผมชอบมากที่สุด เพราะเป็นปกที่เหมาะกับทั้งเสื้อเชิ้ตทำงาน และเสื้อเชิ้ตลำลอง ยิ่งทำจากผ้า Chambray หรือลินินก็จะทำให้ดูหรูหราแต่คงความสบาย ๆ ไว้ได้ นอกจากนี้ยังเป็นปกที่สวยแม้จะไม่ผูกเนคไทก็ตาม
ปกแบบ Button-Down
เป็นปกที่มีกระดุมติดเพื่อให้เป็นระเบียบอยู่เสมอ เหมาะกับเสื้อเชิ้ตลำลองมากกว่าเสื้อเชิ้ตทำงาน โดยการใส่เสื้อเชิ้ตปก Button-Down ไปประชุมสำคัญ ๆ ในบางประเทศอาจถือว่าไม่เหมาะสมได้ ปกแบบ Button-Down เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะชาวอเมริกันอนุรักษ์นิยม (คริสเตียนมอร์มอน ไม่ชอบรัฐบาล เลือกพรรค Republican อะไรทำนองนั้น) ปกแบบ Button-Down จะให้ลุคแบบสบาย ๆ เหมาะกับชุดไปรเวต ตรงข้ามกับความหรูหรา สง่าผ่าเผย ของปกแบบ Spread และ Cut-Away
ความอนุรักษ์นิยมนั้นมาพร้อมกับวัย ความรู้สึกต่อต้านสังคม อยากคิดต่าง อยากเป็นตัวเอง และไม่ชอบทำตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มักจะมีมากในวัยรุ่น เมื่ออายุมากขึ้นก็จะเริ่มยอมรับ ปฏิบัติตามค่านิยมต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อย ๆ คำว่าอนุรักษ์นิยมในความหมายนี้ คือ การปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับสังคม อาจมีความคิดเห็นไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ได้ แต่จะไม่ใช่หัวรุนแรง วัยรุ่นอาจจะเรียกพฤติกรรมแบบนี้ได้ว่า หัวโบราณ
เหตุผลนึงที่โตขึ้นแล้วจะอนุรักษ์นิยมมากขึ้น คือ ความอยากเป็นตัวของตัวเองที่ลดลงเรื่อย ๆและเรื่องอื่น ๆ มีความสำคัญมากขึ้น ในเรื่องของสไตล์ ผมสังเกตตัวเองว่าได้แต่งตัวแบบอนุรักษ์นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ตอนเรียนมัธยมก็จะแต่งตัวดูวัยรุ่นและแฟชั่นมากกว่าอยู่มหาลัย ซึ่งในช่วงเรียนมหาลัยนี้เอง การแต่งตัวก็จะมีแฟชั่น และแสดงถึงความเป็นตัวเองมากกว่าเสื้อผ้าที่ใส่ทำงาน อาจมีการสื่อสารข้อความอะไรบางอย่างออกไปด้วยลายและคำพูดที่เสื้อยืด กางเกงสีแดง สีชมพู สีสันสดใสสไตล์เพรพฤดูร้อน และรองเท้าวิงทิปตัวร้ายถูกแทนที่ด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวหรือฟ้าอ่อน สูทสีเทาหรือน้ำเงิน และรองเท้าหนัง Cap Toe Oxford สีดำหรือน้ำตาลเข้ม เหตุผลเป็นเพราะความสำคัญในชีวิตเปลี่ยนไป ในสมัยเรียนเรื่องสำคัญที่ต้องคิดยังไม่เยอะนัก มีเวลาว่างเยอะ และเป็นเวลาของการค้นหาตัวเอง จึงอยากแสดงความเป็นตัวตนที่ค้นพบผ่านสไตล์การแต่งตัว ส่วนในวัยทำงานนั้น ความดูดีน่าเชื่อถือสำคัญกว่าการแสดงความเป็นปัจเจก เวลาไปนำเสนองาน ไปขายงานก็ไม่อยากมานั่งกังวลว่า เสื้อผ้าเราเข้ากันไหม (ใส่สีฉูดฉาดต้องใส่ใจกับการเลือกสีของเสื้อผ้าแต่ละชิ้นให้เข้ากัน ไม่งั้นจะดูลิเก) การแต่งตัวในชุดสูทแบบอนุรักษ์นิยมทำให้สามารถมีสมาธิกับการประชุมได้อย่างเต็มที่
อีกเหตุผลที่ความอนุรักษ์นิยมมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยเป็นเพราะว่ามันเป็นกฎกติกาของสังคมที่ทุกคนยอมรับและได้ลงทุนไปตามกฎนี้ เช่น คนที่เพิ่งเริ่มทำงานต้องลงทุนโดยยอมรับเงินเดือนที่น้อยและงานที่หนักกว่า เพื่อแลกกับผลตอบแทน คือ เงินเดือนที่สูง และความสบายในอนาคต ซึ่งเมื่อเราลงทุนทำงานในระบบนี้ไปจนใกล้ถึงวันที่เราจะได้ผลตอบแทนกลับคืนมาเราก็คงไม่อยากจะเปลี่ยนระบบ
ยอมรับ แต่รักษาจุดยืน และเลือกที่จะแตกต่างในสิ่งที่สำคัญครับ โตขึ้นเราก็คงจะหัวโบราณเช่นกัน…
เคยสงสัยมานานว่าทำไมผู้ชายชอบนาฬิกา เพิ่งมารู้ว่าจริง ๆ แล้วนาฬิกามีเสน่ห์ไม่ต่างจากของเล่นผู้ชายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นในสมัยเด็ก เช่น รถบังคับ เลโก้ หรือของเล่นผู้ใหญ่ เช่น รถยนต์ เครื่องบิน นั่นคือ เสน่ห์ของกลไก (Mechanic) นั่นเอง เครื่องยนต์กลไกเป็นอะไรที่น่าทึ่ง การประดิษฐ์คิดค้นจากฟันเฟืองหนึ่งอัน สามารถก่อเกิดเป็นเครื่องยนต์ เครื่องจักรที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ เป็นเครื่องบินจัมโบ้เจ็ต Airbus A380 รถสปอร์ทสุดแรง รถยกที่ทรงพลังของ Caterpillar หรือสะพานแขวนและอุโมงค์ใต้น้ำข้ามทะเล ล้วนเป็นผลงานทางวิศวกรรมที่น่าประทับใจสุด ๆ นาฬิกานั้นเป็นเครื่องยนต์กลไลที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ต่างจากวิศวกรรมอื่น ๆ ในปัจจุบันที่มักจะเน้นใหญ่ หรือไม่ก็ใช้ระบบอิเล็กโทรนิคหรือคอมพิวเตอร์มาควบคุมแทนที่จะเป็นระบบกลไกยิ่งเราเกิดมาในยุคดิจิตอลยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่ ว่าบางครั้งระบบกลไกทำงานได้เหมือนระบบดิจิตอลหรือบางครั้งดีกว่าอีกด้วย ความซับซ้อนเกินความจำเป็น และความอลังการของวิศวกรรมขนาดจิ๋วนี่เองที่สร้างแรงบัลดาลใจให้วิญญาณนักประดิษฐ์ภายในตัวตื่นขึ้นมา
นอกจากเสน่ห์ทางวิศวกรรมแล้ว อีกด้านหนึ่งของนาฬิกาที่สามารถสร้างบัลดาลใจได้ไม่แพ้กัน คือ ความเป็นศิลปะ นาฬิกาเรือนงามนั้นเป็นเหมือนงานศิลปะที่ใส่ได้ เช่น เดียวกับรองเท้าสั่งทำพิเศษ ทำมือล้วน ๆ หรือสูทที่พิถีพิถันกับทุกรายละเอียด ที่นอกจากสวยแล้วยังเรียบง่ายมีสไตล์อีกด้วย บ่งบอกถึงรสนิยมและความสงบเสงี่ยมได้ดีทีเดียวเชียว นาฬิกาฝังเพชรหลาย ๆ เรือนนั้นถึงจะชื่อว่าเป็นเพชร แต่ก็มีอารมณ์ที่แตกต่างจากเครื่องประดับระยิบระยับที่ดูสวยงามเมื่ออยู่บนเรือนร่างของสตรี กลไลของนาฬิกาที่ประดับไปด้วยอัญมณีนั้นดูไปก็ละม้ายคล้ายคลึงกับเครื่องจักรที่มีเวทมนต์วิเศษในนิยายกันเลยทีเดียว…!
Harry Winston Opus 11 และ Opus 12 วิศวกรรมละเอียดและสวยงามจนอึ้งทึ่งกันไปเลยทีเดียว…
Ikepod The Hourglass ไม่เชิงจะเป็นนาฬิกาซะทีเดียว แต่ความเป็นงานศิลปะเกิน 100%
อย่ากินปลาในวันจันทร์…
เหตุผลก็คือที่อเมริกา ร้านอาหารจะไปซื้อปลาล็อทใหญ่มาในวันพฤหัสเพื่อรองรับลูกค้าในคืนวันศุกร์ และเสาร์ที่จะมาเยอะเป็นพิเศษ (อาจจะรวมถึงเมืองไทยด้วย) พอถึงวันจันทร์ปลาก็เริ่มจะเสีย ก็จะเอามาลดราคาทำเป็นเมนูพิเศษกันจ้าละหวั่น ไอ้ตัวที่ไม่มีกลิ่นมาอยู่บนจานคุณหน่ะแหละ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ไทยร้านอาหารจะสั่งปลามาเมื่อไหร่ แต่ถ้ามีเมนูพิเศษประจำวันอาจเอะใจไว้ก่อนได้ว่า เป็นเพราะของใกล้จะเสีย ถ้าไม่มีเลยอาจแปลว่าเป็นปลาแช่แข็งมา ไม่อร่อย ไม่สด แต่อาจปลอดภัยกว่า ช่วงนี้อากาศร้อนท้องเสียกันเยอะ ระวังรักษาสุขภาพกันนะครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นการรับประทานซูชิ
อย่ากินอาหารในร้านที่ห้องน้ำสกปรก…
คือ จริง ๆ แล้วห้องครัวล้างทำความสะอาดยากกว่าห้องน้ำหลายเท่าตัวครับ ห้องน้ำใช้น้ำยามิสเตอร์มัสเซิ้ลราด ๆ ไปไม่ต้องทำอะไรก็สะอาดแล้ว แต่ห้องครัวนี่สิทั้งเศษอาหารเอย คราบน้ำมันเอย ไหนจะสัตว์ต่าง ๆ ที่มาคอยกินอาหารเหลืออีก โอ้! นี่ยังไม่นับถ้าห้องน้ำจะต้องไว้ต้อนรับแขกมาเยือน แต่ห้องครัวลูกค้าไม่เห็นนะเนี่ย
คุณทำอาหารอร่อยกว่าเชฟ…
เรื่องของเรื่องคือว่าปัจจัยความสำเร็จของร้านอาหารไม่ใช่สูตรอาหารรสชาติเด็ด แต่เป็นความมีประสิทธิภาพในห้องครัวต่างหาก ห้องครัวของร้านอาหารชั้นนำนั้นเป็นระบบ Division of Labour ที่ต้องมีประสิทธิภาพและ Lean น้อง ๆ เจ้าพ่อการผลิตอย่างโตโยต้าเลยล่ะ พ่อครัวแต่ละคนทำหน้าที่หนึ่งอย่าง คนแรกหั่นเนื้อ คนที่สองหมัก คนที่สามย่าง และต้องทำให้ทันกันพอดีด้วย ถ้าคนย่างต้องรอล่ะก็ คนหมักโดนด่าแน่ ๆ จะบอกว่าเป็นระบบทหารก็ได้ ถ้าคุณเคยดูรายการ Hell’s Kitchen คงจะรู้ดีกว่าเชฟกอร์ดอน แรมซี่โหดกว่าจ่า รด. ขนาดไหน คุณอาจจะเถียงว่าเรื่องความเร็วนี้มีแต่ร้านอาหารฝรั่งเท่านั้นที่สนใจ ร้านอาหารไทยที่ไหนเค้ามีระบบบริหารจัดการภายในห้องครัวกันล่ะ ก็จริงครับ แต่ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ลองดูร้านอาหารตามสั่ง ไม่พิถีพิถัน แถมช้าด้วย
ช่วงนี้โรคท้องเสียแพร่ระบาด ทานอาหารให้อร่อย แต่ระวังรักษาสุขภาพการกินกันด้วยนะครับ…
แนะนำให้อ่าน : Kitchen Confidential โดย Anthony Bourdain
คำเตือน : บทความต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น ไม่ได้เป็นการอธิบายสภาพสังคมไทย แต่เป็นการเขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
The Family Man : ผู้ชายอบอุ่น รักครอบครัว
คติการใช้ชีวิต : คุณเป็นคนที่รู้จักการใช้ชีวิต คุณจะไม่ซื้อของแพงโดยไม่จำเป็น เพราะรู้ดีกว่าการลงทุนเพื่ออนาคตของลูกนั้นคุ้มค่ากว่าการซื้อสินค้าหรูหราต่าง ๆ ที่ให้เพียงความสุขแบบผิวเผิน แต่คุณก็ยังต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ คุณอาจจะลงทุนกับสิ่งเล็กๆที่ชื่นชอบ เช่น Single Malt Whiskey หรืออาหารจากเชฟมิชาลินชาวฝรั่งเศส แต่รถสปอร์ทราคาแพงที่นั่งได้แค่ 2 คนคงจะไม่พอให้ภรรยาและลูก ๆนั่งเป็นแน่
การแต่งตัว : ถ้าคุณจะใส่ใจกับการแต่งตัวคงเป็นเพราะเรื่องงานต้องการความดูดี แต่แน่นอนการมีครอบครัวทำให้ต้องคิดหนักกับเสื้อผ้าดีไซน์เนอร์ที่ราคาแพงแต่ใส่ได้ไม่นาน คุณจะซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพแต่อาจไม่ใช่ไฮแบรนด์ การแต่งตัววันเสาร์อาทิตย์เป็นแบบสบาย ๆ สไตล์อยู่กับครอบครัว
แบรนด์เสื้อผ้าที่ชื่นชอบ : เสื้อผ้าจากร้านตัดสูทคู่ใจ โนเนม คุณภาพดี ราคาไม่เว่อร์, Polo Ralph Lauren, Lacoste, Hugo Boss
รถยนต์ที่ขับ : รถคุณภาพดี ราคากำลังดีอย่าง Toyota Camry เป็นตัวเลือกที่เหมาะเหม็ง ระบบต่าง ๆ ที่ไฮเทคพอตัว ความหรูหราแบบพอดี ๆ และขนาดของรถที่บรรทุกครอบครัวไปเที่ยวกันสบาย ๆ ทำให้ Camry เป็นทางเลือกที่ลงตัว
The Bachelor : หนุ่มโสด รักสนุก
คติการใช้ชีวิต : คติการใช้ชีวิตของคุณคือ Work hard, Play hard การไม่มีครอบครัวต้องดูแลทำให้คุณสามารถดูแลตัวเองได้เต็มที่ คุณขยันทำงานหนักจนได้ดิบได้ดี แต่ก็ไม่ลืมที่จะใช้ชีวิตเที่ยวเล่น ผจญภัย สนุกสนาน แบบที่ถ้าแก่แล้วจะไม่เสียดายว่าชีวิตตอนหนุ่มกูน่าจะทำนู่น นี่ นั่น
การแต่งตัว : คุณมีงบแต่งตัวได้อย่างเต็มที่ และก็ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองให้ดูดีเป็นที่หมายตาของสาว ๆ คุณอาจจะแต่งตัวตามแฟชั่นบ้างอะไรบ้าง แต่เวลาทำงานกับผู้ใหญ่คงต้องแต่งแบบอนุรักษ์นิยม
แบรนด์เสื้อผ้าที่ชื่นชอบ : Ralph Lauren Purple Label, สูทตัดจาก Saville Row ประเทศอังกฤษ, Emernegildo Zegna, Brioni
รถยนต์ที่ขับ : รถสปอร์ทคันหรูบ่งบอกถึงความสำเร็จและชีวิตแบบเต็มที่เกินร้อยทั้งเรื่องเล่นและเรื่องงานได้เป็นอย่างดี ส่วนที่นั่งด้านหลังไม่ค่อยจะจำเป็นเท่าไหร่ ใช้เป็นเพียงครั้งคราว
คอนเซ็ปที่จะ The Preppist จะนำเสนอให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถนำไปใช้ตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าโดยไม่เสียใจภายหลังเป็นคอนเซ็ปที่เรายืมมาจากวิชาไฟแนนซ์ คือแนวคิด EVA (Economic Value Added) ที่ใช้ค่ากำไรเชิงเศรษฐศาสตร์ (EP : Economic Profit) เพื่อค้นหามูลค่าของการลงทุนโดย EP = ผลกำไร – (อัตราต้นทุนเงินทุน (WACC) x เงินลงทุน) ถ้าคุณไม่ชอบเรื่องของไฟแนนซ์สามารถข้ามไปย่อหน้าที่ 3 ได้เลยครับ
ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คุณกำลังเลือกจะลงทุนในบริษัท A, B และ C โดยทั้ง 3 บริษัทมีผลกำไรเท่ากันที่ 100 บาท คุณจะเลือกลงทุนที่บริษัทใดดี? (สมมติให้ A และ B ใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท C ใช้เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท, A มีเครดิตดีกว่า B และ C จึงสามารถกู้เงินมาลงทุนได้ในอัตรา 8%, ส่วน B และ C กู้เงินมาในอัตรา 10%) โดยกรณีนี้สามารถใช้ค่า EP วิเคราะห์ได้ คือ ค่า EP ของ A = 100-(1,000 x 8%)=20 ล้านบาท, EP ของ B = 100-(1,000 x 10%) = 0 บาท, EP ของ C = 100 – (2,000 x 10% = -100 ล้านบาท) (สมมติให้ อัตราต้นทุนเงินทุน(WACC) = อัตราดอกเบี้ยเงินกู้) คำตอบคือ คุณควรลงทุนในบริษัท A เนื่องจากมีความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่า คือ ทำกำไรได้เท่ากับ B และ C แต่ใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าและสามารถกู้เงินมาลงทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า
เช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์ทางการเงินด้วย EP การเลือกซื้อเสื้อผ้าคุณต้องคำนึงถึงปัจจัย 3 อย่าง คือ
1. ประโยชน์(ผลกำไร/ขาดทุน) : ความสวยเป็นอย่างไร คุณใส่แล้วจะชอบ/มีความสุขขนาดไหน ใส่เสื้อผ้าดีๆแล้วจะทำให้จีบสาวได้ง่ายขึ้นหรือไม่ จะใส่มันบ่อยขนาดไหน จะเบื่อหรือไหม แล้วจะต้องนำไปซ่อมแซมบ้างหรือไม่ อายุการใช้งานน่าจะนานเท่าไหร่
2. ราคา (เงินลงทุน) : รวมถึงค่าเดินทาง ค่าส่งสินค้า ภาษีขาเข้า
3. ความจำเป็นในการใช้เงินด้านอื่น ๆ (WACC) = การนำเงินมาใช้ซื้อเสื้อผ้าทำให้คุณเสียโอกาสในการใช้เงินทำสิ่งอื่น ๆ เช่น การไปเที่ยว ซื้อของอื่น ๆ กินข้าว เป็นต้น ยิ่งถ้าคุณมีค่าใช้จ่ายด้านอื่นสูง เช่น มีครอบครัว ต้องผ่อนบ้าน ต้องเก็บเงินเพื่อเรียนต่อ การใช้เงินซื้อเสื้อผ้าแพง ๆ จะยิ่งดูไม่คุ้มเข้าไปใหญ่
กรณีศึกษา : เสื้อเชิ้ตผ้า Oxford ของ Thom Browne กับ Uniqlo
1. ประโยชน์ : แน่ว่าว่าเสื้อของ Thom Browne สวยกว่า Uniqlo อยู่แล้ว เพราะใช้ผ้าคุณภาพดีกว่า และมีการตัดเย็บที่ใส่ใจในรายละเอียดมากกว่า แต่ความทนทานไม่ต่างกันมากเนื่องจากทำมาจากผ้า Oxford เหมือนกัน ซึ่งผ้า Oxford ก็เป็นผ้าที่หนาและทนทาน ไม่มีการฉีกขาดง่ายๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นผมคงจะเห่อเสื้อ Thom Browne และใส่มันบ่อยมากกว่า ข้อนี้ Thom Browne คงจะมีประโยชน์มากกว่า Uniqlo อยู่เล็กน้อย
2. ราคา : อันนี้ไม่ต้องพูดกัน เสื้อเชิ้ตของ Thom Browne ในอีเบย์ราคา 6,000 บาท (รวมค่าส่ง) และอาจจะโดนภาษีได้อีก เสื้อเชิ้ตราคา 1,290 บาท ของ Uniqlo จึงชนะไปอย่างขาดลอย
3. ความจำเป็นในการใช้เงินด้านอื่น ๆ : อันนี้คงต้องถามตัวเองครับ ผมเองก็อยากจะเก็บเงินไว้เรียนต่อ มีเงินไว้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว จึงจำเป็นต้องเริ่มออมเงินและลงทุนตั้งแต่ตอนนี้ นอกจากนี้ยังมีของอย่างอื่นที่อยากได้อีกด้วย จึงคิดว่าอาจจะไม่เหมาะนักที่จะนำเงิน 6,000 บาทมาซื้อเสื้อเพียงตัวเดียว
สรุป : การคำนึงถึงปัจจัยทั้ง 3 จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้าได้ดีขึ้น ไม่ว่าคุณจะเลือก Thom Browne หรือ Uniqlo ก็คงจะไม่ผิด เพราะคุณเป็นคนที่รู้เองว่าอะไรที่สิ่งที่คุ้มค่าสำหรับตัวคุณ!
Archives
Index – สารบัญ
- 1. Life & Arts – ชีวิตและศิลปะ (11)
- 2. How-to (9)
- 3. Inspirations – แรงบัลดาลใจ (23)
- 4. Item by Item – สไตล์แยกชิ้น (37)
- Accessories (3)
- กางเกง (1)
- นาฬิกา (2)
- รองเท้า (14)
- สปอร์ทแจ็คเก็ต / เบลเซอร์ (4)
- สูท (6)
- เนคไท (3)
- เสื้อกันหนาว (3)
- เสื้อเชิ้ต (3)
- แว่นตา (1)
- 5. Style by Occasions – สไตล์ในแต่ละโอกาส (8)
- ชุดทำงาน / เป็นทางการ (4)
- ชุดนักศึกษา (4)


































